หน้าขายสินค้า (Landing Page) ที่อยู่ภายใต้เว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการเปลี่ยนหน้าเว็บฯ ที่แสดงสินค้าในเว็บไซต์ของคุณ ด้วยการใช้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย
การใช้ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บฯ คลิกข้อมูลสินค้าต่างๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์มากขึ้น และยังทำให้ผู้เข้าชมอยู่กับเว็บไซต์คุณนานขึ้นด้วย แม้ว่าแต่ละเว็บไซต์จะมีธุรกิจ ประเภทสินค้า ประเภทหมวดหมู่ภายในเว็บไซต์ที่ต่างกัน แต่จุดที่เรียกความสนใจจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่ดี
จากงานวิจัยของ www.wilsonweb.com ที่ใช้พื้นฐานด้านการวิเคราะห์และการคำนวณตัวเลข ซึ่งได้ทำการทดสอบมาแล้ว พบว่ามี 10 ปัจจัยหลักด้วยกันที่ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูรายข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งบางหัวข้ออาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของนักการตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เสียหลายไม่ใช่หรือหากจะลองดู
1. Long Copy กับ Short Copy
สำหรับการทำการตลาดแบบตรง (Direct Marketing) อาจจะคิดว่าการเขียนข้อความที่ยาวๆ จะให้ชัยชนะที่เหนือกว่าการเขียนข้อความแบบสั้นๆ แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป
การใช้ข้อความที่ยาวๆ อาจจะประสบความสำเร็จในบางครั้ง แต่การใช้ข้อความแบบสั้นๆ ก็ดูเหมือนว่าจะดีกว่าในบางกรณีด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อความที่ใช้ ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะรู้ว่าการใช้ข้อความแบบไหนที่จะเหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ หรือธุรกิจของคุณได้นั้น ก็ต้องลองทดสอบดูก่อนในทั้งสองแบบ อย่าเอาแต่คาดเดาด้วยตัวเองว่าข้อความแบบสั้นๆ หรือแบบยาวๆ จะใช้งานได้ดีกับเว็บไซต์ของคุณ แต่ควรจะต้องลองทดสอบดูก่อน
ในโลกของการทำตลาดออนไลน์นั้น ไม่มีใครรู้ว่าข้อความเพื่อทำการตลาดที่เขียนขึ้นมาแบบไหนจะเหมาะกับการทำธุรกิจของคุณ เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์ก็ยังไม่สามารถจะบอกคุณไปได้หมดทุกเรื่องเช่นกัน
2. โลโก้น่าเชื่อถือ (Credibility Logos)
การสมัครในองค์กรต่างๆ เช่น The Better Business Bureau (BBB) และ Hacker Safe แล้วจัดการนำโลโก้ขององค์กรเหล่านั้นมาแสดงบนหน้าเว็บไซต์ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาข้อมูลสินค้าต่างๆ ในเว็บไซต์คุณมากขึ้น แต่อย่าคาดเดาเอาเองว่าวิธีการนี้จะได้ผลเสมอไป ที่สำคัญควรจะแน่ใจว่าคุณสามารถใช้โลโก้ขององค์กรที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ได้ตลอดไป ไม่ใช่ใช้ได้แบบผลุบๆ โผล่ๆ เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการทำให้ผู้เข้าชมเว็บฯ ไม่เชื่อถือเว็บไซต์คุณมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเว็บไซต์คุณก็ควรจะมีโลโก้จากองค์กรที่น่าเชื่อถือ และเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณแสดงเอาไว้ให้ผู้เข้าชมมั่นใจในธุรกิจของคุณเอาไว้บ้างก็ดี
3. มีระบบการสั่งซื้อสินค้าที่ปลอดภัย หรือมี Shopping Cart
การเพิ่มเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ หรือ Shopping Cart เข้าไปสัก 2-3 บรรทัด แล้วทำให้ข้อความนั้นโดดเด่น สะดุดตา ก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งในด้านข้อมูลด้านการเงินและข้อมูลส่วนตัว ทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นกลุ่มคนสูงอายุ หรือกลุ่มคนที่ยังใหม่กับการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต
4. แสดง Banner กับไม่แสดง Banner
โดยปกติแล้วหน้าเว็บไซต์จะต้องมี Banner ที่ดูดีติดอยู่ส่วนบนหน้าเว็บไซต์ใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องเสมอไป เพราะจากการทำสอบดูหลายๆ ครั้งพบว่าการย้าย Banner Lead หรือ Banner ที่ติดอยู่บนส่วนบนสุดของหน้าเว็บไซต์นั้นจะทำให้มีอัตราการคลิกดูข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้นอย่างมาก ที่เป็นอย่างนี้นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า Banner เป็นสิ่งที่รบกวนความสนใจในส่วนหัวข้อเรื่อง (Headline) ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม ควรจะทดสอบดูว่า Banner Lead ที่คุณใช้นั้น การย้าย Banner เข้า หรือย้าย Banner ออกจะช่วยเพิ่มหรือลดอัตราการคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้ดีกว่ากัน
5. ปุ่มยินยอมหรือสั่งซื้อ (Submit Button/Order Button)
ถ้าคุณใช้ข้อความการสั่งซื้อแบบสั้นในหน้าการสั่งซื้อสินค้า ก็ลองทดสอบดูว่าการใช้คำว่า Submit Button หรือ Order Button บนปุ่มสำหรับซื้อสินค้า คำไหนที่จะดีกว่ากัน ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีหน้าการสั่งซื้อสินค้าที่มีรูปแบบของการใช้คำว่า ?Submit? เพียงคำเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้นด้วยการใช้คำที่เฉพาะเจาะจงบนปุ่ม Submit ก็ได้เช่นกัน เหมือนกับคำว่า ?Download Now? ที่เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ และคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจความหมายตรงกันว่าคำนี้หมายถึงอะไร
6. ข้อความเสียง (Audio Message)
ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์จำนวนมากที่แนะนำให้คุณเพิ่มข้อความเสียง เพื่อใช้ต้อนรับคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ และขยายการใช้ข้อความเสียงนี้ไปยังสินค้าอื่นๆ ในเว็บไซต์คุณด้วย เพราะด้วยสิ่งนี้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์คุณได้ แต่ในทางกลับกันก็สามารถทำให้การคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณลดลงได้ด้วยเช่นกัน หากข้อความเสียงที่ใช้ไม่มีความน่าสนใจ หรือมีมากเกินไปจนสร้างความรำคาญให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์
ดังนั้นถ้าคุณวางแผนที่จะเพิ่มข้อความเสียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของตัวเอง ก็ต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อความเสียงที่ใช้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณได้จริง แต่ถ้าคุณมีการใช้ข้อความเสียงภายในเว็บไซต์ของคุณอยู่แล้ว ก็ลองทดสอบดูว่าถ้าไม่ใช้ข้อความเสียงในเว็บไซต์ของคุณ แล้วอัตราการคลิกดูข้อความต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นหรือลดลง
7. หนังสือรับรอง (Testimonial)
การเพิ่มหนังสือรับรองหลายๆ ฉบับเข้าไปบนหน้าเว็บไซต์ก็เป็นไปได้ว่าจะทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณมีการคลิกเข้าไปดูข้อมูลหรือเพิ่มการซื้อสินค้าในเว็บไซต์คุณให้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป จากการทดสอบด้วยการเพิ่มหนังสือรับรองเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ช่วยทำให้มีอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้ามากขึ้นเลย แต่กลับทำให้มีอัตราการดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ลดลงด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายคามว่าคุณจะเลือกที่จะไม่ใส่หนังสือรับรองต่างๆ เข้าไปเลย แต่คุณต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าการเพิ่มหนังสือรับรองฉบับไหนจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าไปอ่านข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ให้กับคุณได้จริงๆ ที่สำคัญไม่ควรจะหลับหูหลับตาใส่หนังสือรับรองทุกฉบับลงไป โดยเฉพาะหนังสือรับรองที่ได้จากลูกค้าของคุณเอง
8. ความเร่งรีบ (Urgency)
ความเร่งรีบ เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณ แทนที่จะยืดเวลาการซื้อออกไปในภายหลังใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่ คุณควรจะลองทดสอบด้วยการนำเสนอในหลายๆ เงื่อนไข เช่น การลดราคา, ให้ของขวัญพิเศษเมื่อซื้อสินค้า เป็นต้น โดยการทดสอบเหล่านี้จะเชื่อมตรงไปยังประสาทสัมผัสของความเร่งรีบ (Urgency) ทั้งนั้น ดังนั้นลูกค้าของคุณสั่งสินค้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แทนที่จะต้องใช้เวลาตัดสินใจที่มากขึ้นเพื่อคิดเกี่ยวกับการซื้อสินค้าเหล่านั้น
หากไม่มีการให้ส่วนลดกับลูกค้าทั้งหลาย ถ้าพวกเขาสั่งซื้อสินค้าภายในวันนี้หรือคืนนี้ (จริงๆ แล้วก็เป็นยุทธวิธีที่เก่าแก่ซึ่งใช้กันมานาน) ก็จะเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะตกหลุมซื้อสินค้าของคุณ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ายุทธวิธีการสร้างความเร่งรีบให้กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นน่าเชื่อถือและใช้ได้ผลจริง แต่ถ้าลูกค้าเกิดจับได้ว่าคุณกำลังล่อลวงพวกเขาให้เร่งรีบสั่งซื้อสินค้าอยู่ล่ะก็ อัตราการสั่งซื้ออาจจะลดลงในทันทีก็ได้
9. หัวเรื่อง (Headline)
คุณคงรู้อยู่แล้วว่าหัวเรื่องมีอิทธิพลอย่างสูงต่ออัตราการเข้าไปดูข้อมูลและการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งจากการทำสอบก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยนอกจากราคาแล้วหัวเรื่องก็สามารถสร้างแรงดึงดูดให้กับการเข้าไปคลิกดูข้อมูลสินค้าภายในเว็บไซต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างมากได้เช่นกัน ดังนั้นคุณควรจะแน่ใจว่าหัวเรื่องที่คุณใช้อยู่นั้นสามารถดึงดูดใจผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี
10. ราคา (Price)
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากที่นักการตลาดด้านออนไลน์ไม่ได้สนใจที่จะทดสอบราคาของสินค้าที่วางขายอยู่ เพื่อหาราคาที่เหมาะสมและให้ผลกำไรมากที่สุด แทนที่จะมุ่งแต่การตั้งราคาให้อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันเพื่อให้สามารถแข่งกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้ ด้วยการตั้งราคาให้ต่ำกว่าหรือตั้งราคาให้โดนใจคนเข้ามาดูสินค้า ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ราคาที่ตั้งมานั้นมีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาสินค้าจริงบ้าง จนทำให้ต้องใช้วิธีการเฉลี่ยกำไรของสินค้าที่มีอยู่ เรียกได้ว่าบางชิ้นได้กำไรมากหน่อย บางชิ้นขาดทุนนิดหน่อยหรือเสมอตัว เพื่อให้ขายได้
หลังจากทำการทดสอบแล้วทดสอบอีก พบว่าสินค้าส่วนใหญ่จะมีการบวกกำไรเพิ่มประมาณ 20% หรือมากกว่า และในหลายๆ ครั้งพบว่าการตั้งราคาที่สูงมากๆ นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มรายได้ แต่ยังเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อตามความเป็นจริงด้วย เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าไปด้วยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมากไปนั้นก็ใช่ว่าจะส่งผลดี ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าได้ แต่ถ้าราคาไม่สมน้ำสมเนื้อกับสินค้า ก็ไม่มีใครตัดสินใจซื้อสินค้าเช่นกัน
สรุป
จาก 10 วิธีที่กล่าวไปนั้น อาจจะไม่ใช่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการทดสอบเพื่อเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้า เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญๆ อยู่อีกมากมาย แต่ทั้ง 10 วิธีที่กล่าวไปนี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นเพื่อทำการทดสอบอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าที่ขายในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการพัฒนารูปแบบการขายสินค้าให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น
ถ้าคุณมีงบประมาณมากสักหน่อย อาจจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์เพื่อทำการทดสอบในหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน เพื่อช่วยให้การทดสอบมีเงื่อนไขที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าวิธีการนี้แพงเกินไปก็สามารถแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ โดยอาจจะทำการทดสอบด้วยการใช้ตัวแปรเพียงตัวเดียวในการทดสอบต่อครั้ง แล้วบันทึกผลลัพธ์เอาไว้
อย่างไรก็ตาม การทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและจำนวนการสั่งซื้อสินค้าต่อวัน โดยการทดสอบอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรืออาจจะนานกว่านั้นกว่าจะทำการทดสอบได้เสร็จสิ้น ดังนั้นถ้าคุณมีงบประมาณที่เพียงพออยู่สักหน่อย ก็ใช้ซอฟต์แวร์ทำการทดสอบ เพื่อจะได้สามารถใช้ตัวแปรที่หลากหลายในการทดสอบได้พร้อมกัน ซึ่งย่อมจะดีกว่าแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ ไป หรือถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นก็ลองทดสอบดูด้วยตัวคุณเอง แล้วดูว่ากลยุทธ์แบบไหนที่จะเหมาะกับสินค้าและธุรกิจของคุณ
ที่มา : www.ecommerce-magazine.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น