วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

วิธีทดสอบ อัตรา การคลิ๊ก

เจ้าของเว็บไซต์สามารถช่วยผู้เข้าชมเว็บฯ ให้สามารถเข้าถึง

หน้าขายสินค้า (Landing Page) ที่อยู่ภายใต้เว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการเปลี่ยนหน้าเว็บฯ ที่แสดงสินค้าในเว็บไซต์ของคุณ ด้วยการใช้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย

การใช้ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บฯ คลิกข้อมูลสินค้าต่างๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์มากขึ้น และยังทำให้ผู้เข้าชมอยู่กับเว็บไซต์คุณนานขึ้นด้วย แม้ว่าแต่ละเว็บไซต์จะมีธุรกิจ ประเภทสินค้า ประเภทหมวดหมู่ภายในเว็บไซต์ที่ต่างกัน แต่จุดที่เรียกความสนใจจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่ดี

จากงานวิจัยของ www.wilsonweb.com ที่ใช้พื้นฐานด้านการวิเคราะห์และการคำนวณตัวเลข ซึ่งได้ทำการทดสอบมาแล้ว พบว่ามี 10 ปัจจัยหลักด้วยกันที่ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูรายข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งบางหัวข้ออาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของนักการตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เสียหลายไม่ใช่หรือหากจะลองดู

1. Long Copy กับ Short Copy
สำหรับการทำการตลาดแบบตรง (Direct Marketing) อาจจะคิดว่าการเขียนข้อความที่ยาวๆ จะให้ชัยชนะที่เหนือกว่าการเขียนข้อความแบบสั้นๆ แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป

การใช้ข้อความที่ยาวๆ อาจจะประสบความสำเร็จในบางครั้ง แต่การใช้ข้อความแบบสั้นๆ ก็ดูเหมือนว่าจะดีกว่าในบางกรณีด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อความที่ใช้ ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะรู้ว่าการใช้ข้อความแบบไหนที่จะเหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ หรือธุรกิจของคุณได้นั้น ก็ต้องลองทดสอบดูก่อนในทั้งสองแบบ อย่าเอาแต่คาดเดาด้วยตัวเองว่าข้อความแบบสั้นๆ หรือแบบยาวๆ จะใช้งานได้ดีกับเว็บไซต์ของคุณ แต่ควรจะต้องลองทดสอบดูก่อน

ในโลกของการทำตลาดออนไลน์นั้น ไม่มีใครรู้ว่าข้อความเพื่อทำการตลาดที่เขียนขึ้นมาแบบไหนจะเหมาะกับการทำธุรกิจของคุณ เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์ก็ยังไม่สามารถจะบอกคุณไปได้หมดทุกเรื่องเช่นกัน

2. โลโก้น่าเชื่อถือ (Credibility Logos)
การสมัครในองค์กรต่างๆ เช่น The Better Business Bureau (BBB) และ Hacker Safe แล้วจัดการนำโลโก้ขององค์กรเหล่านั้นมาแสดงบนหน้าเว็บไซต์ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาข้อมูลสินค้าต่างๆ ในเว็บไซต์คุณมากขึ้น แต่อย่าคาดเดาเอาเองว่าวิธีการนี้จะได้ผลเสมอไป ที่สำคัญควรจะแน่ใจว่าคุณสามารถใช้โลโก้ขององค์กรที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ได้ตลอดไป ไม่ใช่ใช้ได้แบบผลุบๆ โผล่ๆ เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการทำให้ผู้เข้าชมเว็บฯ ไม่เชื่อถือเว็บไซต์คุณมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเว็บไซต์คุณก็ควรจะมีโลโก้จากองค์กรที่น่าเชื่อถือ และเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณแสดงเอาไว้ให้ผู้เข้าชมมั่นใจในธุรกิจของคุณเอาไว้บ้างก็ดี

3. มีระบบการสั่งซื้อสินค้าที่ปลอดภัย หรือมี Shopping Cart
การเพิ่มเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ หรือ Shopping Cart เข้าไปสัก 2-3 บรรทัด แล้วทำให้ข้อความนั้นโดดเด่น สะดุดตา ก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งในด้านข้อมูลด้านการเงินและข้อมูลส่วนตัว ทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นกลุ่มคนสูงอายุ หรือกลุ่มคนที่ยังใหม่กับการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต

4. แสดง Banner กับไม่แสดง Banner
โดยปกติแล้วหน้าเว็บไซต์จะต้องมี Banner ที่ดูดีติดอยู่ส่วนบนหน้าเว็บไซต์ใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องเสมอไป เพราะจากการทำสอบดูหลายๆ ครั้งพบว่าการย้าย Banner Lead หรือ Banner ที่ติดอยู่บนส่วนบนสุดของหน้าเว็บไซต์นั้นจะทำให้มีอัตราการคลิกดูข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้นอย่างมาก ที่เป็นอย่างนี้นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า Banner เป็นสิ่งที่รบกวนความสนใจในส่วนหัวข้อเรื่อง (Headline) ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม ควรจะทดสอบดูว่า Banner Lead ที่คุณใช้นั้น การย้าย Banner เข้า หรือย้าย Banner ออกจะช่วยเพิ่มหรือลดอัตราการคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้ดีกว่ากัน

5. ปุ่มยินยอมหรือสั่งซื้อ (Submit Button/Order Button)
ถ้าคุณใช้ข้อความการสั่งซื้อแบบสั้นในหน้าการสั่งซื้อสินค้า ก็ลองทดสอบดูว่าการใช้คำว่า Submit Button หรือ Order Button บนปุ่มสำหรับซื้อสินค้า คำไหนที่จะดีกว่ากัน ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีหน้าการสั่งซื้อสินค้าที่มีรูปแบบของการใช้คำว่า ?Submit? เพียงคำเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้นด้วยการใช้คำที่เฉพาะเจาะจงบนปุ่ม Submit ก็ได้เช่นกัน เหมือนกับคำว่า ?Download Now? ที่เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ และคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจความหมายตรงกันว่าคำนี้หมายถึงอะไร

6. ข้อความเสียง (Audio Message)
ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์จำนวนมากที่แนะนำให้คุณเพิ่มข้อความเสียง เพื่อใช้ต้อนรับคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ และขยายการใช้ข้อความเสียงนี้ไปยังสินค้าอื่นๆ ในเว็บไซต์คุณด้วย เพราะด้วยสิ่งนี้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์คุณได้ แต่ในทางกลับกันก็สามารถทำให้การคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณลดลงได้ด้วยเช่นกัน หากข้อความเสียงที่ใช้ไม่มีความน่าสนใจ หรือมีมากเกินไปจนสร้างความรำคาญให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์

ดังนั้นถ้าคุณวางแผนที่จะเพิ่มข้อความเสียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของตัวเอง ก็ต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อความเสียงที่ใช้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณได้จริง แต่ถ้าคุณมีการใช้ข้อความเสียงภายในเว็บไซต์ของคุณอยู่แล้ว ก็ลองทดสอบดูว่าถ้าไม่ใช้ข้อความเสียงในเว็บไซต์ของคุณ แล้วอัตราการคลิกดูข้อความต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นหรือลดลง

7. หนังสือรับรอง (Testimonial)
การเพิ่มหนังสือรับรองหลายๆ ฉบับเข้าไปบนหน้าเว็บไซต์ก็เป็นไปได้ว่าจะทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณมีการคลิกเข้าไปดูข้อมูลหรือเพิ่มการซื้อสินค้าในเว็บไซต์คุณให้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป จากการทดสอบด้วยการเพิ่มหนังสือรับรองเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ช่วยทำให้มีอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้ามากขึ้นเลย แต่กลับทำให้มีอัตราการดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ลดลงด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายคามว่าคุณจะเลือกที่จะไม่ใส่หนังสือรับรองต่างๆ เข้าไปเลย แต่คุณต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าการเพิ่มหนังสือรับรองฉบับไหนจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าไปอ่านข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ให้กับคุณได้จริงๆ ที่สำคัญไม่ควรจะหลับหูหลับตาใส่หนังสือรับรองทุกฉบับลงไป โดยเฉพาะหนังสือรับรองที่ได้จากลูกค้าของคุณเอง

8. ความเร่งรีบ (Urgency)
ความเร่งรีบ เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณ แทนที่จะยืดเวลาการซื้อออกไปในภายหลังใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่ คุณควรจะลองทดสอบด้วยการนำเสนอในหลายๆ เงื่อนไข เช่น การลดราคา, ให้ของขวัญพิเศษเมื่อซื้อสินค้า เป็นต้น โดยการทดสอบเหล่านี้จะเชื่อมตรงไปยังประสาทสัมผัสของความเร่งรีบ (Urgency) ทั้งนั้น ดังนั้นลูกค้าของคุณสั่งสินค้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แทนที่จะต้องใช้เวลาตัดสินใจที่มากขึ้นเพื่อคิดเกี่ยวกับการซื้อสินค้าเหล่านั้น

หากไม่มีการให้ส่วนลดกับลูกค้าทั้งหลาย ถ้าพวกเขาสั่งซื้อสินค้าภายในวันนี้หรือคืนนี้ (จริงๆ แล้วก็เป็นยุทธวิธีที่เก่าแก่ซึ่งใช้กันมานาน) ก็จะเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะตกหลุมซื้อสินค้าของคุณ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ายุทธวิธีการสร้างความเร่งรีบให้กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นน่าเชื่อถือและใช้ได้ผลจริง แต่ถ้าลูกค้าเกิดจับได้ว่าคุณกำลังล่อลวงพวกเขาให้เร่งรีบสั่งซื้อสินค้าอยู่ล่ะก็ อัตราการสั่งซื้ออาจจะลดลงในทันทีก็ได้

9. หัวเรื่อง (Headline)
คุณคงรู้อยู่แล้วว่าหัวเรื่องมีอิทธิพลอย่างสูงต่ออัตราการเข้าไปดูข้อมูลและการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งจากการทำสอบก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยนอกจากราคาแล้วหัวเรื่องก็สามารถสร้างแรงดึงดูดให้กับการเข้าไปคลิกดูข้อมูลสินค้าภายในเว็บไซต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างมากได้เช่นกัน ดังนั้นคุณควรจะแน่ใจว่าหัวเรื่องที่คุณใช้อยู่นั้นสามารถดึงดูดใจผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

10. ราคา (Price)
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากที่นักการตลาดด้านออนไลน์ไม่ได้สนใจที่จะทดสอบราคาของสินค้าที่วางขายอยู่ เพื่อหาราคาที่เหมาะสมและให้ผลกำไรมากที่สุด แทนที่จะมุ่งแต่การตั้งราคาให้อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันเพื่อให้สามารถแข่งกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้ ด้วยการตั้งราคาให้ต่ำกว่าหรือตั้งราคาให้โดนใจคนเข้ามาดูสินค้า ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ราคาที่ตั้งมานั้นมีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาสินค้าจริงบ้าง จนทำให้ต้องใช้วิธีการเฉลี่ยกำไรของสินค้าที่มีอยู่ เรียกได้ว่าบางชิ้นได้กำไรมากหน่อย บางชิ้นขาดทุนนิดหน่อยหรือเสมอตัว เพื่อให้ขายได้

หลังจากทำการทดสอบแล้วทดสอบอีก พบว่าสินค้าส่วนใหญ่จะมีการบวกกำไรเพิ่มประมาณ 20% หรือมากกว่า และในหลายๆ ครั้งพบว่าการตั้งราคาที่สูงมากๆ นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มรายได้ แต่ยังเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อตามความเป็นจริงด้วย เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมากไปนั้นก็ใช่ว่าจะส่งผลดี ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าได้ แต่ถ้าราคาไม่สมน้ำสมเนื้อกับสินค้า ก็ไม่มีใครตัดสินใจซื้อสินค้าเช่นกัน

สรุป
จาก 10 วิธีที่กล่าวไปนั้น อาจจะไม่ใช่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการทดสอบเพื่อเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้า เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญๆ อยู่อีกมากมาย แต่ทั้ง 10 วิธีที่กล่าวไปนี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นเพื่อทำการทดสอบอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าที่ขายในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการพัฒนารูปแบบการขายสินค้าให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น

ถ้าคุณมีงบประมาณมากสักหน่อย อาจจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์เพื่อทำการทดสอบในหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน เพื่อช่วยให้การทดสอบมีเงื่อนไขที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าวิธีการนี้แพงเกินไปก็สามารถแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ โดยอาจจะทำการทดสอบด้วยการใช้ตัวแปรเพียงตัวเดียวในการทดสอบต่อครั้ง แล้วบันทึกผลลัพธ์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม การทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและจำนวนการสั่งซื้อสินค้าต่อวัน โดยการทดสอบอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรืออาจจะนานกว่านั้นกว่าจะทำการทดสอบได้เสร็จสิ้น ดังนั้นถ้าคุณมีงบประมาณที่เพียงพออยู่สักหน่อย ก็ใช้ซอฟต์แวร์ทำการทดสอบ เพื่อจะได้สามารถใช้ตัวแปรที่หลากหลายในการทดสอบได้พร้อมกัน ซึ่งย่อมจะดีกว่าแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ ไป หรือถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นก็ลองทดสอบดูด้วยตัวคุณเอง แล้วดูว่ากลยุทธ์แบบไหนที่จะเหมาะกับสินค้าและธุรกิจของคุณ

ที่มา : www.ecommerce-magazine.com

วิธีทดสอบ อัตรา การคลิ๊ก

เจ้าของเว็บไซต์สามารถช่วยผู้เข้าชมเว็บฯ ให้สามารถเข้าถึง

หน้าขายสินค้า (Landing Page) ที่อยู่ภายใต้เว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอัตราการเปลี่ยนหน้าเว็บฯ ที่แสดงสินค้าในเว็บไซต์ของคุณ ด้วยการใช้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย

การใช้ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้เข้าชมเว็บไซต์จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บฯ คลิกข้อมูลสินค้าต่างๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์มากขึ้น และยังทำให้ผู้เข้าชมอยู่กับเว็บไซต์คุณนานขึ้นด้วย แม้ว่าแต่ละเว็บไซต์จะมีธุรกิจ ประเภทสินค้า ประเภทหมวดหมู่ภายในเว็บไซต์ที่ต่างกัน แต่จุดที่เรียกความสนใจจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่ดี

จากงานวิจัยของ www.wilsonweb.com ที่ใช้พื้นฐานด้านการวิเคราะห์และการคำนวณตัวเลข ซึ่งได้ทำการทดสอบมาแล้ว พบว่ามี 10 ปัจจัยหลักด้วยกันที่ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูรายข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งบางหัวข้ออาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของนักการตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เสียหลายไม่ใช่หรือหากจะลองดู

1. Long Copy กับ Short Copy
สำหรับการทำการตลาดแบบตรง (Direct Marketing) อาจจะคิดว่าการเขียนข้อความที่ยาวๆ จะให้ชัยชนะที่เหนือกว่าการเขียนข้อความแบบสั้นๆ แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป

การใช้ข้อความที่ยาวๆ อาจจะประสบความสำเร็จในบางครั้ง แต่การใช้ข้อความแบบสั้นๆ ก็ดูเหมือนว่าจะดีกว่าในบางกรณีด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อความที่ใช้ ดังนั้นทางเดียวที่คุณจะรู้ว่าการใช้ข้อความแบบไหนที่จะเหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ หรือธุรกิจของคุณได้นั้น ก็ต้องลองทดสอบดูก่อนในทั้งสองแบบ อย่าเอาแต่คาดเดาด้วยตัวเองว่าข้อความแบบสั้นๆ หรือแบบยาวๆ จะใช้งานได้ดีกับเว็บไซต์ของคุณ แต่ควรจะต้องลองทดสอบดูก่อน

ในโลกของการทำตลาดออนไลน์นั้น ไม่มีใครรู้ว่าข้อความเพื่อทำการตลาดที่เขียนขึ้นมาแบบไหนจะเหมาะกับการทำธุรกิจของคุณ เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์ก็ยังไม่สามารถจะบอกคุณไปได้หมดทุกเรื่องเช่นกัน

2. โลโก้น่าเชื่อถือ (Credibility Logos)
การสมัครในองค์กรต่างๆ เช่น The Better Business Bureau (BBB) และ Hacker Safe แล้วจัดการนำโลโก้ขององค์กรเหล่านั้นมาแสดงบนหน้าเว็บไซต์ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาข้อมูลสินค้าต่างๆ ในเว็บไซต์คุณมากขึ้น แต่อย่าคาดเดาเอาเองว่าวิธีการนี้จะได้ผลเสมอไป ที่สำคัญควรจะแน่ใจว่าคุณสามารถใช้โลโก้ขององค์กรที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ได้ตลอดไป ไม่ใช่ใช้ได้แบบผลุบๆ โผล่ๆ เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการทำให้ผู้เข้าชมเว็บฯ ไม่เชื่อถือเว็บไซต์คุณมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเว็บไซต์คุณก็ควรจะมีโลโก้จากองค์กรที่น่าเชื่อถือ และเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณแสดงเอาไว้ให้ผู้เข้าชมมั่นใจในธุรกิจของคุณเอาไว้บ้างก็ดี

3. มีระบบการสั่งซื้อสินค้าที่ปลอดภัย หรือมี Shopping Cart
การเพิ่มเนื้อหารายละเอียดเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ หรือ Shopping Cart เข้าไปสัก 2-3 บรรทัด แล้วทำให้ข้อความนั้นโดดเด่น สะดุดตา ก็ช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งในด้านข้อมูลด้านการเงินและข้อมูลส่วนตัว ทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นกลุ่มคนสูงอายุ หรือกลุ่มคนที่ยังใหม่กับการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต

4. แสดง Banner กับไม่แสดง Banner
โดยปกติแล้วหน้าเว็บไซต์จะต้องมี Banner ที่ดูดีติดอยู่ส่วนบนหน้าเว็บไซต์ใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้วก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี และถูกต้องเสมอไป เพราะจากการทำสอบดูหลายๆ ครั้งพบว่าการย้าย Banner Lead หรือ Banner ที่ติดอยู่บนส่วนบนสุดของหน้าเว็บไซต์นั้นจะทำให้มีอัตราการคลิกดูข้อมูลภายในเว็บไซต์มากขึ้นอย่างมาก ที่เป็นอย่างนี้นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า Banner เป็นสิ่งที่รบกวนความสนใจในส่วนหัวข้อเรื่อง (Headline) ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์

อย่างไรก็ตาม ควรจะทดสอบดูว่า Banner Lead ที่คุณใช้นั้น การย้าย Banner เข้า หรือย้าย Banner ออกจะช่วยเพิ่มหรือลดอัตราการคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณได้ดีกว่ากัน

5. ปุ่มยินยอมหรือสั่งซื้อ (Submit Button/Order Button)
ถ้าคุณใช้ข้อความการสั่งซื้อแบบสั้นในหน้าการสั่งซื้อสินค้า ก็ลองทดสอบดูว่าการใช้คำว่า Submit Button หรือ Order Button บนปุ่มสำหรับซื้อสินค้า คำไหนที่จะดีกว่ากัน ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะมีหน้าการสั่งซื้อสินค้าที่มีรูปแบบของการใช้คำว่า ?Submit? เพียงคำเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้นด้วยการใช้คำที่เฉพาะเจาะจงบนปุ่ม Submit ก็ได้เช่นกัน เหมือนกับคำว่า ?Download Now? ที่เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ และคนส่วนใหญ่ก็เข้าใจความหมายตรงกันว่าคำนี้หมายถึงอะไร

6. ข้อความเสียง (Audio Message)
ปรมาจารย์ด้านการทำตลาดออนไลน์จำนวนมากที่แนะนำให้คุณเพิ่มข้อความเสียง เพื่อใช้ต้อนรับคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ และขยายการใช้ข้อความเสียงนี้ไปยังสินค้าอื่นๆ ในเว็บไซต์คุณด้วย เพราะด้วยสิ่งนี้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์คุณได้ แต่ในทางกลับกันก็สามารถทำให้การคลิกดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ของคุณลดลงได้ด้วยเช่นกัน หากข้อความเสียงที่ใช้ไม่มีความน่าสนใจ หรือมีมากเกินไปจนสร้างความรำคาญให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์

ดังนั้นถ้าคุณวางแผนที่จะเพิ่มข้อความเสียงเข้าไปที่เว็บไซต์ของตัวเอง ก็ต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อความเสียงที่ใช้จะสามารถเพิ่มอัตราการคลิกดูข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณได้จริง แต่ถ้าคุณมีการใช้ข้อความเสียงภายในเว็บไซต์ของคุณอยู่แล้ว ก็ลองทดสอบดูว่าถ้าไม่ใช้ข้อความเสียงในเว็บไซต์ของคุณ แล้วอัตราการคลิกดูข้อความต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้นหรือลดลง

7. หนังสือรับรอง (Testimonial)
การเพิ่มหนังสือรับรองหลายๆ ฉบับเข้าไปบนหน้าเว็บไซต์ก็เป็นไปได้ว่าจะทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณมีการคลิกเข้าไปดูข้อมูลหรือเพิ่มการซื้อสินค้าในเว็บไซต์คุณให้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป จากการทดสอบด้วยการเพิ่มหนังสือรับรองเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์นั้นไม่ได้ช่วยทำให้มีอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้ามากขึ้นเลย แต่กลับทำให้มีอัตราการดูข้อมูลสินค้าในเว็บไซต์ลดลงด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายคามว่าคุณจะเลือกที่จะไม่ใส่หนังสือรับรองต่างๆ เข้าไปเลย แต่คุณต้องทดสอบให้แน่ใจก่อนว่าการเพิ่มหนังสือรับรองฉบับไหนจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าไปอ่านข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ให้กับคุณได้จริงๆ ที่สำคัญไม่ควรจะหลับหูหลับตาใส่หนังสือรับรองทุกฉบับลงไป โดยเฉพาะหนังสือรับรองที่ได้จากลูกค้าของคุณเอง

8. ความเร่งรีบ (Urgency)
ความเร่งรีบ เป็นสิ่งกระตุ้นให้คนเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของคุณ แทนที่จะยืดเวลาการซื้อออกไปในภายหลังใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่ คุณควรจะลองทดสอบด้วยการนำเสนอในหลายๆ เงื่อนไข เช่น การลดราคา, ให้ของขวัญพิเศษเมื่อซื้อสินค้า เป็นต้น โดยการทดสอบเหล่านี้จะเชื่อมตรงไปยังประสาทสัมผัสของความเร่งรีบ (Urgency) ทั้งนั้น ดังนั้นลูกค้าของคุณสั่งสินค้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แทนที่จะต้องใช้เวลาตัดสินใจที่มากขึ้นเพื่อคิดเกี่ยวกับการซื้อสินค้าเหล่านั้น

หากไม่มีการให้ส่วนลดกับลูกค้าทั้งหลาย ถ้าพวกเขาสั่งซื้อสินค้าภายในวันนี้หรือคืนนี้ (จริงๆ แล้วก็เป็นยุทธวิธีที่เก่าแก่ซึ่งใช้กันมานาน) ก็จะเป็นไปได้ยากที่พวกเขาจะตกหลุมซื้อสินค้าของคุณ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ายุทธวิธีการสร้างความเร่งรีบให้กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นน่าเชื่อถือและใช้ได้ผลจริง แต่ถ้าลูกค้าเกิดจับได้ว่าคุณกำลังล่อลวงพวกเขาให้เร่งรีบสั่งซื้อสินค้าอยู่ล่ะก็ อัตราการสั่งซื้ออาจจะลดลงในทันทีก็ได้

9. หัวเรื่อง (Headline)
คุณคงรู้อยู่แล้วว่าหัวเรื่องมีอิทธิพลอย่างสูงต่ออัตราการเข้าไปดูข้อมูลและการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งจากการทำสอบก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยนอกจากราคาแล้วหัวเรื่องก็สามารถสร้างแรงดึงดูดให้กับการเข้าไปคลิกดูข้อมูลสินค้าภายในเว็บไซต์ให้เพิ่มขึ้นอย่างมากได้เช่นกัน ดังนั้นคุณควรจะแน่ใจว่าหัวเรื่องที่คุณใช้อยู่นั้นสามารถดึงดูดใจผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

10. ราคา (Price)
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากที่นักการตลาดด้านออนไลน์ไม่ได้สนใจที่จะทดสอบราคาของสินค้าที่วางขายอยู่ เพื่อหาราคาที่เหมาะสมและให้ผลกำไรมากที่สุด แทนที่จะมุ่งแต่การตั้งราคาให้อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันเพื่อให้สามารถแข่งกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดได้ ด้วยการตั้งราคาให้ต่ำกว่าหรือตั้งราคาให้โดนใจคนเข้ามาดูสินค้า ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ราคาที่ตั้งมานั้นมีราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคาสินค้าจริงบ้าง จนทำให้ต้องใช้วิธีการเฉลี่ยกำไรของสินค้าที่มีอยู่ เรียกได้ว่าบางชิ้นได้กำไรมากหน่อย บางชิ้นขาดทุนนิดหน่อยหรือเสมอตัว เพื่อให้ขายได้

หลังจากทำการทดสอบแล้วทดสอบอีก พบว่าสินค้าส่วนใหญ่จะมีการบวกกำไรเพิ่มประมาณ 20% หรือมากกว่า และในหลายๆ ครั้งพบว่าการตั้งราคาที่สูงมากๆ นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มรายได้ แต่ยังเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อตามความเป็นจริงด้วย เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การตั้งราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงมากไปนั้นก็ใช่ว่าจะส่งผลดี ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะดึงดูดให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าได้ แต่ถ้าราคาไม่สมน้ำสมเนื้อกับสินค้า ก็ไม่มีใครตัดสินใจซื้อสินค้าเช่นกัน

สรุป
จาก 10 วิธีที่กล่าวไปนั้น อาจจะไม่ใช่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการทดสอบเพื่อเพิ่มอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้า เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่สำคัญๆ อยู่อีกมากมาย แต่ทั้ง 10 วิธีที่กล่าวไปนี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นเพื่อทำการทดสอบอัตราการคลิกเข้าไปดูข้อมูลสินค้าที่ขายในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการพัฒนารูปแบบการขายสินค้าให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น

ถ้าคุณมีงบประมาณมากสักหน่อย อาจจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์เพื่อทำการทดสอบในหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน เพื่อช่วยให้การทดสอบมีเงื่อนไขที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าวิธีการนี้แพงเกินไปก็สามารถแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ โดยอาจจะทำการทดสอบด้วยการใช้ตัวแปรเพียงตัวเดียวในการทดสอบต่อครั้ง แล้วบันทึกผลลัพธ์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม การทดสอบขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและจำนวนการสั่งซื้อสินค้าต่อวัน โดยการทดสอบอาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรืออาจจะนานกว่านั้นกว่าจะทำการทดสอบได้เสร็จสิ้น ดังนั้นถ้าคุณมีงบประมาณที่เพียงพออยู่สักหน่อย ก็ใช้ซอฟต์แวร์ทำการทดสอบ เพื่อจะได้สามารถใช้ตัวแปรที่หลากหลายในการทดสอบได้พร้อมกัน ซึ่งย่อมจะดีกว่าแบ่งการทดสอบออกเป็นช่วงๆ ไป หรือถ้าจะให้ง่ายกว่านั้นก็ลองทดสอบดูด้วยตัวคุณเอง แล้วดูว่ากลยุทธ์แบบไหนที่จะเหมาะกับสินค้าและธุรกิจของคุณ

ที่มา : www.ecommerce-magazine.com

การเปิดร้านค้าออนไลน์


มีกิจการส่วนตัว ถือเป็นความฝันของใครหลายๆ คน ซึ่งสมัยนี้ไม่จำเป็นต้อง

ลงทุนสูง เพื่อหาทำเลเปิดหน้าร้านให้ยุ่งยากอีกต่อไปแล้ว เพราะระบบอินเทอร์เน็ตสามารถเนรมิตให้คุณมีร้านขายของส่วนตัวขึ้นมาได้ในพริบตา โดยที่แทบจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย

การจะเปิดร้านค้าออนไลน์ของตัวเองนั้นมีหลักการคิดง่ายๆ ไม่แตกต่างไปจากการเปิดหน้าร้านปกติมากนัก โดยก่อนอื่นก็จะต้องคิดว่าจะขายอะไร ขายให้ใคร ขายที่ไหน และขายอย่างไร

ขายอะไร

คนส่วนใหญ่มักจะลืมคิดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่มักจะไปคิดถึงระบบหรือวิธีที่จะใช้ขายของกันก่อน ซึ่งนั่นทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะวิธีการขายที่คิดไว้อาจจะไม่เหมาะกับสินค้าที่จะขายนั่นเอง ดังนั้นคุณควรคิดก่อนว่าจะขายอะไร โดยสินค้าหรือบริการที่จะขาย ต้องเป็นสิ่งที่คุณพอจะมีความถนัด ความเข้าใจในตัวสินค้าอยู่บ้าง สินค้ามีความโดดเด่น ไม่เหมือนกับรายอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด หรือไม่ก็ต้องเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาด หรืออาจจะเป็นสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกสินค้าถือเป็นกระบวนการที่สำคัญมากในการเริ่มต้นขายของ



ขายให้ใคร

หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าจะขายสินค้าหรือบริการอะไร ก็ต้องมาคิดต่อว่ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าเหล่านี้เป็นใคร เป็นคนกลุ่มไหน อายุประมาณเท่าไร หญิงหรือชาย จะขายคนในประเทศหรือต่างประเทศ ตลาดไหนที่จะเป็นตลาดหลักของสินค้าที่จะขาย สิ่งเหล่านี้ต้องวางแผนเอาไว้เพื่อจะได้เลือกทำเลที่จะใช้ขายของต่อไป



ขายที่ไหน

เมื่อตัดสินใจเลือกสินค้าที่จะขายและกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ก็ต้องมาเลือกทำเลขายของ หรือที่เปิดหน้าร้านที่จะเหมาะกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายด้วย เพราะการขายของไม่ได้มีแต่วิธีทำเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายๆ แห่งที่สามารถนำสินค้าไปวางขายได้ เช่น ขายของผ่าน Social Network, e-Marketplace, Blog, Amazon เป็นต้น



ขายอย่างไร

ในส่วนนี้ก็ต้องมาเลือกรูปแบบการขายสินค้าของตัวเองแล้วว่าจะทำเองขายเอง ฝากขาย หรือว่าจะรับมาขาย แล้วกินค่านายหน้าก็แล้วแต่ความถนัด ถ้ามีสินค้าเอง ผลิตขึ้นมาเองก็อาจจะทำเองขายเอง หรืออาจจะฝากขายด้วยก็ได้ โดยเราสามารถสร้างช่องทางการขายขึ้นมาได้ตามความต้องการ แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีสินค้าของตัวเองจะเลือกการเป็นนายหน้ารับสินค้ามาขายแล้วกินเปอร์เซ็นต์ค่านายหน้าก็ได้ ซึ่งสมัยนี้ก็นิยมใช้วิธีการนี้กันมาก เพราะเป็นเหมือนการจับเสือมือเปล่า



เรียนรู้ช่องทางการขาย
ช่องทางการขายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะทำให้การขายของประสบความสำเร็จ โดยการเลือกช่องทางก็ต้องให้เหมาะกับสินค้า ความถนัดของผู้ขายที่มีอยู่เดิม และในขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมช่องทางการขายให้กว้างขึ้น รวมทั้งพัฒนากลยุทธ์วิธีการขายของตัวเองให้พัฒนาเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้มียอดการขายที่เพิ่มสูงขึ้น ทีนี้มาศึกษาว่าช่องทางไหนที่ตัวเองถนัดที่สุด



ขายผ่าน Social Network
การใช้ Social Network เป็นช่องทางที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับการเริ่มขายของ โดยผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขายอาจจะทดลองตลาดดูก่อน โดยใช้ช่องทางที่เปิดให้บริการฟรีเพื่อนำสินค้าไปเสนอขายได้ โดยลงแค่แรง ไอเดีย และอาจจะต้องลงทุนบ้างเล็กน้อย เช่น การสร้าง Blog ขึ้นมา การเข้าไปเป็นสมาชิกใน Social Network ที่เปิดโอกาสให้ขายของได้ด้วย เช่นที่ bloggang.com, Facebook.com, Blogger.com เป็นต้น โดยใน Social Network เหล่านี้จะมีการจัดพื้นที่ให้ขายสินค้าโดยเฉพาะ หรือจะสร้างบล็อกของตัวเองให้เป็นร้านขายของเลยก็ได้



ขายผ่าน e-Marketplace

สำหรับผู้ที่ต้องการจะเปิดเว็บไซต์ หรือเปิดหน้าร้านกับ e-Marketplace ทั้งหลาย ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยปัจจุบันมีตลาดหลายแห่งที่เปิดให้บริการอยู่ เช่น Tarad.com, Shopping.co.th, Weloveshopping.com เป็นต้น ซึ่งการขายสินค้าผ่าน e-Marketplace นั้นจะต้องเข้าไปเป็นสมาชิกก่อน ส่วนการเลือกใช้บริการเว็บไซต์ร้านค้าสำเร็จรูปก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยประหยัดเวลาการสร้างหน้าร้านได้เช่นกัน



ขายผ่าน Amazon.com

สำหรับช่องทางนี้จะเหมาะกับผู้ที่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่รับเอาสินค้าของที่อื่นมาขายแล้วกินค่านายหน้า โดยอัตราค่านายหน้าที่ได้จะอยู่ที่ 4-20% ของราคาขาย ขึ้นอยู่กับหมวดสินค้า ซึ่งผู้ที่จะขายผ่านช่องทางนี้จะต้องมีเว็บไซต์หรือบล็อกเป็นของตัวเอง แล้วนำเว็บไซต์ที่จะขายของนี้ไปสมัครกับทาง Amazon.com (จะคล้ายๆ กับการสมัคร Google AdSense) จากนั้นก็กรอกข้อมูลตามขั้นตอนต่างๆ เสร็จแล้วก็รอการตรวจสอบจากทาง Amazon ถ้าผ่านแล้วจะได้รับ Account ที่จะแจ้งมาให้ทางอีเมล

หลังจากได้รับ Account แล้วก็สามารถนำสินค้าของ Amazon มาขายได้ โดยการซื้อ-ขายผ่าน Amazon หลักๆ แล้วจะมี 3 รูปแบบด้วยกัน คือการสร้าง Links/Widgets โดยเราจะสามารถนำ Banner, Text Link, Widget มาแปะที่ไหนก็ได้บนเว็บไซต์เพื่อขายสินค้า ถ้ามีคนคลิกก็จะได้รับค่านายหน้าไป

อีกรูปแบบหนึ่งจะสร้างร้านค้าขึ้นมาเองจาก Amazon ซึ่งวิธีการนี้จะเรียกว่า aStore โดยรูปแบบนี้เป็นระบบของ Amazon ที่ให้สมาชิกสามารถสร้างร้านค้าของตัวเองได้ฟรี สามารถเลือกสินค้าที่นำมาวางในร้านของตัวเองได้ตามใจชอบ โดยสินค้าที่เลือกจะมาจาก Amazon เช่นกัน แต่คุณสามารถเลือกสินค้าหรือหมวดสินค้าที่ต้องการขายได้เอง เช่น ขายรถตัดหญ้า ขายเครื่องเล่น MP3 ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขายของแต่งสวน เป็นต้น ถ้ามีคนคลิกซื้อสินค้าก็จะได้รับค่านายหน้าไป

และแบบสุดท้ายคือการเลือกสินค้าจาก Amazon มาจัดการวางหน้าร้านขายของเอง แล้วจัดการส่งลิงก์ที่มี ID ของตัวเองไปที่ Amazon เมื่อมีการคลิกซื้อสินค้าเกิดขึ้นก็จะได้รับค่านายหน้าไปเช่นกัน



ลงมือปฏิบัติ

เมื่อเลือกสินค้า เลือกรูปแบบการขายที่ถนัด ทำการจัดวางโครงสร้างหน้าร้านให้กับร้านขายของตัวเองได้แล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงการออกแบบหน้าร้านตัวเองว่าจะให้มีข้อมูลประเภทไหนบ้าง จะเอาสินค้าวางไว้ตรงไหน จะเอาโฆษณาวางไว้ตรงจุดไหน เมื่อสรุปได้แล้วก็อย่ามัวรีรอที่จะลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง เพราะขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ร้านค้าที่สวยถูกใจ และอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน้าร้านอีกหลายรอบ อีกทั้งกว่าจะทำรายได้ให้นั้นก็ต้องใช้เวลาอีกเช่นกัน ไม่ได้รวดเร็วอย่างใจนึก

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สมัคร Google AdSense เอาไว้อยู่ก่อนแล้วจะสมัครขายของกับทาง Amazon.com เพิ่มขึ้นก็ได้ โดยหลังจากสมัครผ่านแล้วสามารถนำ ID โฆษณาจากทั้งสองแห่งมาติดไว้บนเว็บไซต์หรือบล็อกของตัวเองได้พร้อมกัน ซึ่งก็เป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้ตัวเองได้มากขึ้น



อย่าลืมโปรโมต

เมื่อสร้างหน้าร้านขายของสำเร็จแล้วก็ต้องป่าวประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ จะได้มีคนเข้าไปที่หน้าร้านตัวเองให้มากๆ เพราะการสร้างร้านโดยที่ไม่เคยมีการประชาสัมพันธ์ตัวเองให้ผู้คนได้รับรู้ก็ไม่ต่างกับการสร้างตู้โชว์สินค้าเอาไว้ดูเล่นอยู่คนเดียว

ส่วนวิธีการโปรโมตร้านค้าตัวเองนั้น ทำเลที่คุณไปตั้งหน้าร้านบางแห่งก็มีเครื่องมือที่ช่วยโปรโมตสินค้าให้คุณ เพียงแต่ว่าจะต้องขยันอัพเดตสินค้าบ่อยๆ ซึ่งการจะไปตั้งหน้าร้านที่ไหน หรือเลือกรูปแบบการขายแบบไหนก็ต้องศึกษาวัฒนธรรม รวมถึงเครื่องมือของแต่ละแห่งที่มีให้ใช้เพื่อเอื้ออำนวยให้กับผู้ขายด้วย ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณโปรโมตร้านค้าของตัวเองได้ในเบื้องต้น แต่ถ้าต้องการให้ร้านตัวเองดังเพิ่มขึ้นก็ต้องใช้เครื่องมืออื่นๆ ผสมเข้าไปด้วย เช่น การใช้ SEO การแลกลิงก์ การเข้าไปรายงานตัวในไดเรกทอรีต่างๆ การใช้คีย์เวิร์ด เป็นต้น

สมัยนี้ใครคิดจะทำเว็บไซต์สามารถทำได้ง่ายๆ แต่จะทำให้ติดอันดับต้นๆ ใน Google หรือจะเรียกคนเข้าไปที่ร้านได้นั้นทำได้ยากยิ่งกว่าการให้คนเข้ามาที่ร้านแล้วตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณซะอีก

ที่มา : ecommerce-magazine.com